History
ประวัติความเป็นมา
โรงแยกก๊าซธรรมชาติเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ให้กับก๊าซธรรมชาติ
ความเป็นมา
วัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง
โรงแยกก๊าซธรรมชาติ
ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529)
ของภาครัฐ ที่ให้พัฒนาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย
และอุตสากรรมต่อเนื่องจากก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะ
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับก๊าซธรรมชาติ
ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาล
ได้เล็งเห็นว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยนอกจากจะมีองค์ประกอบของ
ก๊าซมีเทนที่ใช้เป็น เชื้อเพลิงแล้ว
ยังมีองค์ประกอบของก๊าซชนิดอื่น ๆ เช่น ก๊าซอีเทน โพรเพน ในสัดส่วน
มากพอที่จะแยกก๊าซเหล่านี้มาใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นใน
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และสามารถ
ต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ได้
เป็นการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการจ้างงานในประเทศ
ซึ่งเพิ่มมูลค่ากว่า การนำก๊าซที่มีคุณค่าเหล่านี้ไปเผาเป็นเชื้อ
เพลิงเพียงอย่างเดียว ภาครัฐจึงให้ ปตท.
ดำเนินการก่อสร้างโรงแยกก๊าซฯ ขึ้น โดยปัจจุบัน
สามารถแยกก๊าซธรรมชาติออกเป็น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ ก๊าซอีเทน
ก๊าซโพรเพน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL)
ถึงปัจจุบัน (ปี 2557) ปตท. มีโรงแยกก๊าซฯ รวมทั้งสิ้น 6 โรง
โดยโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 1 2 3 5 และ 6 ตั้งอยู่ที่ จ.ระยอง และ
โรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 4 ตั้งอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช
กระบวนการผลิตของโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 2 และ 3 เพิ่มเติม
ให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการ
ดังกล่าว
โรงแยกก๊าซฯ จำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็น 2 กลุ่มตลาด
ตามการใช้ประโยชน์ ได้แก่ 1) ตลาดวัตถุดิบ คือ ลูกค้าที่ใช้
อีเทน โพรเพน LPG และ NGL
เป็นวัตถุดิบตั้งต้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สามารถต่อยอดการผลิตเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลาย
ประเภท เช่น อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ การประกอบรถยนต์
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ และ 2) ตลาดเชื้อเพลิง คือ
ลูกค้าที่นำ LPG ไปใช้เป็นเชื้อเพลิง ได้แก่ การใช้ในครัวเรือน
รถยนต์ และเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม
ผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซ ฯ
ได้ช่วยสร้างสมดุลด้านพลังงานเชื้อเพลิงและการใช้เป็นวัตถุดิบปิโตรเคมีของประเทศ
ทำให้ในช่วงปี 2538-2550 ประเทศไทยมี LPG เหลือส่งออกสุทธิ
แต่ด้วยนโยบาย ของภาครัฐที่ควบคุมราคา LPG ณ โรงแยกก๊าซ ฯ
ร่วมกับการใช้กองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาระดับราคาขายปลีก LPG
ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ความต้องการใช้ LPG กลุ่มเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ประเทศต้องกลายเป็นผู้นำเข้า LPG ตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบัน
โดยมีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)
เป็นผู้กำหนดนโยบายโครงสร้างราคา LPG ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง
สำหรับปริมาณการผลิตและจำหน่าย LPG ของประเทศทั้งจากโรงแยกก๊าซฯ
และโรงกลั่นน้ำมันซึ่งเป็นผู้ผลิตรายอื่น ๆ มีกรมธุรกิจพลังงาน
กระทรวงพลังงาน เข้ามาดูแลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน LPG
ขึ้นในประเทศ ในขณะที่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโรงแยกก๊าซฯ
เพื่อเป็นวัตถุดิบในภาคปิโตรเคมีไม่เคยได้รับการอุดหนุนราคาจาก
ภาครัฐต่างกับ LPG ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งราคาจำหน่าย LPG
เป็นวัตถุดิบปิโตรเคมีของโรงแยกก๊าซฯ จะมีราคาที่สูงกว่าราคาขาย
LPG ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงที่ภาครัฐควบคุม โดยนับตั้งแต่ปี 2551
ถึงปัจจุบัน ภาครัฐตรึงราคา LPG ณ โรงแยกก๊าซฯ
ที่ขายเป็นเชื้อเพลิงไว้ที่ประมาณ 333 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน
ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตจากโรงแยกก๊าซ การขาย LPG
ในภาคปิโตรเคมี จึงเป็นการเฉลี่ย
การแบกรับภาระราคาขายที่ต่ำกว่าต้นทุนจากภาคเชื้อเพลิง
ด้วยเหตุผลดังกล่าว
รวมถึงความไม่ชัดเจนของปริมาณสำรองของก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ ปตท.
ยังไม่ตัดสินใจสร้างโรงแยกก๊าซหน่วยใหม่
ปัจจุบัน โรงแยกก๊าซฯ เป็นธุรกิจเสรี ผู้ประกอบการรายอื่นนอกเหนือจาก ปตท. สามารถดำเนินการได้ เห็นได้จากการมีโรงแยกก๊าซฯ อื่นๆ ในประเทศไทย เช่น โรงแยกก๊าซฯ ของบริษัททรานส์ไทย-มาเลเซีย ที่แยกก๊าซธรรมชาติที่พบในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย โรงแยกก๊าซฯ ของบริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด ที่ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และ โรงแยกก๊าซฯ ของโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ของบริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) ที่ จ.สุโขทัย
ปัจจุบัน โรงแยกก๊าซฯ เป็นธุรกิจเสรี ผู้ประกอบการรายอื่นนอกเหนือจาก ปตท. สามารถดำเนินการได้ เห็นได้จากการมีโรงแยกก๊าซฯ อื่นๆ ในประเทศไทย เช่น โรงแยกก๊าซฯ ของบริษัททรานส์ไทย-มาเลเซีย ที่แยกก๊าซธรรมชาติที่พบในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย โรงแยกก๊าซฯ ของบริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด ที่ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และ โรงแยกก๊าซฯ ของโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ของบริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) ที่ จ.สุโขทัย